1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น ‘วันแรงงานแห่งชาติ’ (National Labour Day) ที่ถือเป็นวันระลึกถึงผู้ใช้แรงงานทุกคน เพราะชนชั้นแรงงานมีความสำคัญต่อความเจริญของประเทศ ซึ่ง ‘วันแรงงาน’ ถือเป็นวันที่ลูกจ้างทุกคนจะได้หยุดพักผ่อน 1 วัน เมื่อพูดถึงวันหยุด แน่นอนว่านี่คือ สิทธิขั้นพื้นฐาน ของแรงงานทุกคน แต่เชื่อหรือไม่ว่า วันหยุดที่ให้แรงงานได้พักผ่อนอยู่กับครอบครัว หรือออกไปพบปะเพื่อนฝูงนั้น เพิ่งจะเกิดขึ้นมาเพียงไม่ถึง 100 ปี เพราะในอดีต วันหยุดพักผ่อน หรือสิทธิในการพักผ่อนหย่อนใจ มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนชนชั้นแรงงานต้องต่อสู้อย่างยากลำบากเพื่อให้ได้มันมา แล้วกว่าที่พวกเราจะมีสิทธิลาพักร้อนได้แบบทุกวันนี้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง? วันนี้จะชวนมาดูความเป็นมาของวันหยุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแบบคร่าว ๆ กัน

ความเป็นมาของวันหยุดพักผ่อน

วันหยุดเป็นหนึ่งในเรื่องพื้นฐานที่สร้างความสุขให้ชีวิต และเรามักจะจดจำเรื่องราวของวันหยุดดี ๆ ที่มีไปตลอดชีวิต แต่แนวคิดเรื่องวันหยุดพักผ่อนมาจากไหน? เกิดจากแนวคิดของยอดคนอัจฉริยะ หรือเป็นเพียงความต้องการของคนทั่วไปที่แค่ขี้เกียจทำงานกันแน่? เพื่อหาคำตอบนั้น เราต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน

31 ปีก่อนคริสตกาล

ตามที่มีการบันทึกมา ชาวโรมันอาจเป็นคนกลุ่มแรกบนโลกที่ได้ดื่มด่ำกับวันหยุด และพวกเขาไม่ได้หยุดงานแค่ 2-3 วันต่อครั้ง แต่ชนชั้นสูงของโรมันมักใช้เวลาพักผ่อนนานถึงสองปี!

โทนี เพอร์รอตเตต (Tony Perrottet) นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า ชาวโรมันเป็นชนชาติแรกที่มีการเดินทางเพื่อพักผ่อน เพราะในโลกสมัยโบราณ คนจะมีวันหยุดได้ก็ต่อเมื่ออาณาจักรที่พวกเขาอยู่มีความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ซึ่งในช่วงเวลานั้นน่าจะมีแค่จักรวรรดิโรมันเท่านั้น

ชาวโรมันกับวันหยุด

จักรวรรดิโรมันเป็นอารยธรรมแรก ๆ ที่ได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาดังกล่าว และได้วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้มีวันหยุดเกิดขึ้นได้ งานของกองทัพในการป้องกันชายแดน หรือคุ้มกันเส้นทางขนส่งเสบียงทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงการขยายดินแดนอย่างต่อเนื่องได้เอื้อให้พลเมืองเดินทางได้อย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการสร้างโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร และมัคคุเทศก์ อันเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่นักเดินทางต้องการเพื่อเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยว นอกจากนั้น ชาวโรมันยังมีการทำข้อมูลนำเที่ยว ซึ่งบอกข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทุกสิ่ง ตั้งแต่ภูมิศาสตร์ของสถานที่ ไปจนถึงข้อมูลศิลปะและสถาปัตยกรรม ซึ่งได้กลายมาเป็นมาตรฐานของงานไกด์นำเที่ยวในปัจจุบันด้วย


ปี 1485-1836

หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม ยุโรปก็ก้าวเข้าสู่ ยุคมืด” (Dark Age) อิสระที่จะไปไหนมาไหนอย่างปลอดภัยจึงกลายเป็นเรื่องยาก การเดินทางตลอดยุคมืดและยุคกลางจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ การค้นหาดินแดนใหม่ หรือเพื่อบุกโจมตีดินแดนของศัตรู

กล่าวได้ว่า ถ้าไม่ได้เกิดเป็นชนชั้นสูงหรือนักแสวงบุญ คนยุคนั้นก็แทบไม่มีโอกาสเดินทางไปไหน และวันหยุดของพวกเขาก็จะมีแค่กิจกรรมเฉลิมฉลองวันนักบุญ งานแต่งงานของสมาชิกในครอบครัว หรืองานวันเกิดของเจ้าของปราสาทเท่านั้น

ในช่วงที่ราชวงศ์ทิวดอร์ปกครองอังกฤษ (1485-1603) วันหยุดสำหรับการเดินทางพักผ่อนถูกสงวนไว้สำหรับราชวงศ์และราชสำนัก และมักจะเกี่ยวข้องกับการที่กษัตริย์หรือพระราชินีเสด็จไปยังเมืองต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งอาจใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน และมีคณะผู้ติดตาม 100-200 คน เดินทางไปด้วย จึงเหมือนเป็นวันหยุดที่ให้ชนชั้นสูงได้เดินทางไปเปิดประสบการณ์ต่างเมืองโดยปริยาย

ต่อมา ในช่วง การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ที่ความก้าวหน้าในการต่อเรือมีมากขึ้น เรือแบบเกลเลียน (Galleons) เข้ามาแทนที่เรือพาย จึงเป็นยุคที่กระตุ้นให้ผู้ชายที่มีความอยากรู้อยากเห็นออกไปผจญภัยกันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ใช่ยุคที่คนทั่วไปจะหยุดงานไปเที่ยวได้ เพราะมีแต่คนที่มั่งคั่งและแรงงานบนเรือเท่านั้นที่ได้เดินทางไปพักผ่อนต่างแดน

กำเนิดวันแรงงานสากล (ปี 1850-1936)

หลัง การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ได้เกิดการเดินทางรูปแบบใหม่ ซึ่งก็คือ “เรือกลไฟ” และ “บริการรถไฟหรู” ที่พาผู้คนเดินทางไปต่างประเทศได้ แม้จะใช้เวลาหลายวัน แต่การเดินทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องชวนฝันในสมัยนั้น และถือเป็นความก้าวหน้าของมนุษย์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม มีแต่กลุ่มผู้มั่งคั่งเท่านั้นที่ได้เพลิดเพลินกับวันหยุดที่สะดวกสบายขึ้น ในทางกลับกัน ชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่ยังต้องอยู่อย่างลำบาก ได้รับค่าแรงต่ำ ไม่มีสวัสดิการที่ชัดเจน และบางแห่งก็ไม่มีแม้แต่วันลาพักร้อน ส่วนใหญ่ต้องทำงานต่อเนื่องถึง 6 วัน เฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง หรืออาจมากกว่านั้น เพราะรัฐบาลยังไม่มีการกำหนดวันหยุดที่แน่นอนสำหรับแรงงาน

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1886 แรงงานในสหรัฐอเมริกาได้รวมตัวกันเรียกร้องให้กำหนดชั่วโมงการทำงานสูงสุดวันละ 8 ชั่วโมง และเรียกร้องสิทธิอื่น ๆ ที่แรงงานควรได้รับ เหตุการณ์นี้ลุกลามจนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มแรงงานกับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากทั้ง 2 ฝ่าย

A 1934 Labor Day parade in Gastonia, North Carolina, composed of ten-thousand labor strikers.

ประวัติวันแรงงานสากล

หลังจากการสูญเสีย ทั้ง 2 ฝ่ายจึงได้บรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมร่วมกัน โดยกลุ่มแรงงานได้รับสวัสดิการด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญ และได้มีการกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น วันแรงงาน” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า เมย์เดย์” (May Day) นอกจากนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organisation) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาตามหลังในปี ค.ศ. 1919

ต้นกำเนิดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ (ปี 1938) ในยุคนั้น วันหยุดเพียงวันเดียวของแรงงานคือ “วันอาทิตย์” เนื่องจากเป็นวันสำคัญในการประกอบพิธีทางศาสนา รวมถึงเป็นวันดื่มสังสรรค์ของผู้คน ส่วนวันหยุดอื่น ๆ มักเป็นวันสำคัญของประเทศซึ่งมีอยู่น้อยมาก สภาพที่ย่ำแย่นี้ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในปี ค.ศ. 1938

เมื่อ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) เจ้าของโรงงานรถยนต์ชื่อดัง ได้เริ่มให้คนงานหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน โดยที่ยังได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม เพื่อให้คนงานมีเวลามากพอที่จะไปเปลี่ยนบรรยากาศและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ผลปรากฏว่า คนงานของเขามีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทดีตามไปด้วย ความสำเร็จนี้ทำให้บริษัทอื่น ๆ หันมาปฏิบัติตามแนวทางของเขา จนกลายเป็นที่มาของวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ทั่วโลกยึดเป็นหลักสากลมาจนถึงปัจจุบัน

วันหยุดเริ่มใช้แพร่หลายในศตวรรษที่ 20

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงทำให้ศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาที่แรงงานได้ใช้วันหยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างแท้จริง ชายหาดเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ป่ากลายเป็นสถานที่ตั้งแคมป์ เพราะเมื่อคนเรามีเวลาหยุดพักมากขึ้น ก็ย่อมมีความต้องการที่จะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นตามไปด้วย การที่แรงงานได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะมาจากวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือการใช้สิทธิลาพักร้อน ล้วนช่วยให้พวกเขาสามารถปรับสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-Life Balance) ได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างคาดไม่ถึง

เราคงต้องขอบคุณกลุ่มแรงงานนับไม่ถ้วนในอดีต ที่ยอมเสียสละทั้งเวลา แรงกาย แรงใจ และชีวิต เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับชนชั้นแรงงานทุกคน รวมถึง เฮนรี ฟอร์ด ที่มองเห็นถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวคนทำงาน เพราะหากปราศจากพวกเขาเหล่านี้ วันหยุดสุดสัปดาห์รวมถึงสิทธิลาพักอื่น ๆ ในปัจจุบัน อาจยังคงถูกสงวนไว้สำหรับชนชั้นปกครองเพียงกลุ่มเดียวเหมือนดั่งในอดีตก็เป็นได้